Tag: iPod nano 4G

รีวิว : Griffin iFM Radio for iPhone/iPod

ไม่ใช่แค่แอพฯที่ซื้อจาก App Store เพียงอย่างเดียวที่จะทำให้ iPhone/iPod ฟังวิทยุได้ ตอนนี้มี Griffin iFM Radio for iPhone/iPod มาเป็นตัวเลือกอีกทาง ..

รีวิว : XtremeMac Sportwarp for iPod nano 4G

อีกหนึ่งเคสสำหรับ iPod nano 4G จาก ExtremeMac โดยเป็นเคสแบบรัดต้นแขนสำหรับผู้ที่ชอบออกกำลังกายเป็นพิเศษประมาณว่าออกกำลังกายไปด้วยฟังเพลงจากไอพอดไปด้วย ซึ่งเคส XtremeMac Sportwarp ก็น่าจะตอบสนองความต้องการได้ดี

 

 

 

..

XtremeMac MicroShield nano 4G

ชื่อ XtremeMac หายไปจากตลาดอุปกรณ์พักใหญ่ ใครที่ตามข่าวมาเกี่ยวกับไอพอดมาหลายปีน่าจะคุ้น ๆ หูกับชื่อ XtremeMac อยู่บ้าง คราวนี้เราขอนำเคสใส MicroShield ของ iPod nano 4G จาก XtremeMac มาให้ชมกันบ้างว่ายี่ห้อเก๋า ๆ แบบนี้เขามีอะไรดี

 

 

 

..

รีวิว : SwitchEasy CapsuleThins for iPod nano 4G

อีกหนึ่งเคสที่น่าสนใจสำหรับ iPod nano 4G มาคราวนี้เป็นฮาร์ดเคสแบบใส ๆ พ่วงด้วยของแถมแบบที่ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มตามสไตล์ SwitchEasy กับรุ่น CapsuleThins for iPod nano 4G

 

 

 

 

 

..

รีวิว : SwitchEasy Colors for iPod nano 4G

อุปกรณ์เสริมสำหรับ iPod nano 4G ช่วงนี้ก็ทยอยกันเข้ามาเรื่อย ๆ แน่นอนว่าของอย่างแรก ๆ ที่เข้ามาก็หนีไม่พ้นสารพัดเคสที่มีให้เลือกมากมายหลายรูปแบบ เราก็ขอนำเจ้าซิลิโคนเคส Switch Easy Color for iPod nano 4G มารีวิวให้ได้ดูกันว่าชื่อ SwitchEasy ไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้วครับท่าน

 

 

 

 

 

 

..

รีวิว : iPod nano 4G (Chromatic)

แล้วก็กลับมามีรูปร่างผอม ๆ สูง ๆ เหมือนเดิมสำหรับ iPod nano 4G ที่แอปเปิ้ลเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้มีความพิเศษกว่า iPod (Clickwheel) ที่ผ่าน ๆ มาเยอะมากทีเดียวเรียกว่าแอปเปิ้ลขนฟังก์ชั่นการใช้งานและลูกเล่นต่าง ๆ มาให้แบบยกเข่งกันเลยทีเดียว จะมีอะไรบ้างลองติดตามอ่านกันดู (มีวิดีโอ 3 คลิปประกอบท้ายเรื่องด้วยนะ) รูปร่างหน้าตา
จากซ้ายไปขวา : nano 3G, nano 4G, nano 2G และ nano 1G
จากบนลงล่าง : nano 4G, nano 2G, nano 1G และ nano 3G
จากซ้ายไปขวา : nano 1G, nano 4G และ nano 2G
รูปร่างหน้าตาของ iPod 4G เรียกว่าถอดแบบมาจาก iPod nano 2G แล้วมาเพิ่มเติมนั้นนิดนี่หน่อยก็ว่าได้ เร่ิมจากวัสดุภายนอกที่กลับมาใช้อลูมิเนียมทั้งตัวเครื่อง โดยมีมิติตัวเครื่อง 3.87 X 9.07 X 0.62 เซนติเมตร (กว้างXยาวXหนา) มี 2 ความจุให้เลือกคือ 8GB และ 16GB โดยออกมาทั้งหมด 9 สีด้วยกันได้แก่ สีเงิน, ดำ, ม่วง, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง, ส้ม, แดง และชมพู เมื่อมองแบบหน้าตัดแล้วจะเห็นตัวเครื่องมีรูปทรงเป็นวงรีทำให้ตัวเครื่องมีความโค้งอยู่เล็กน้อย ด้านหน้าที่จอภาพจากปกติที่เคยวางแบบแนวนอนก็เปลี่ยนมาเป็นแนวตั้งแทน โดยมีขนาดหน้าจอ 2 น้ิวความละเอียดหน้าจอ 320 X 240 พิกเซล ถัดลงมาเป็นส่วนของ Clickwheel ที่มีขนาดค่อนเล็กแถมทั้ง 2 ด้านข้างซ้าย-ขวาของ Clickwheel จะแนบไปกับส่วนโค้งของตัวเครื่อง ด้านบนตัวเครื่องจะมีเพียงปุ่ม Hold อยู่เพียงปุ่มเดียว ด้านล่างมีช่อง Dock Connector และช่องเสียบหูฟังเท่านั้น สำหรับเรื่องดีไซน์ของ iPod nano 4G ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาเท่าไหร่นัก เปลี่ยนจากอ้วนป้อมในรุ่นก่อนกลับมาเป็นผอมสูงเหมือนเดิม เพียงแต่ทำให้จอเป็นแนวตั้งและเพิ่มลูกเล่นในส่วนของซอฟท์แวร์เสียมากกว่า แต่โดยรวมสำหรับเรื่องรูปร่างหน้าตาอยู่ในเกณฑ์รับได้แม้แว๊บแรกจะมองแล้วเหมือนไอพอดปลอมจากเมืองจีนก็ตาม รายละเอียดต่าง ๆ

ซอฟท์แวร์ทุกอย่างของ iPod nano 4G ถูกแอปเปิ้ลเปลี่ยนใหม่หมดแทบไม่เหลือเค้าของเดิมจาก iPod nano 3G เลย เร่ิมตั้งแต่เมนูหลักที่ไม่มีการแบ่งครึ่งจอเพื่อพรีวิวรูป แต่เปลี่ยนกลับมาใช้เมนูตัวอักษรเต็มจอแล้วเพิ่มในส่วนพรีวิวรูปขนาดเล็กไว้ที่ใต้เมนูแทน ทำให้ลดภาระในการทำงานของตัวเครื่อง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องตอนสนองเร็วขึ้นเมื่อเราหมุน Clickwheel ตัวอักษรภาษาอังกฤษขนาดปกติก็เห็นได้ชัดว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเมื่อปรับให้เป็นขนาดใหญ่ก็น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนที่อายุเยอะอยู่ไม่น้อย เพราะตัวอักษรจะมีขนาดใหญ่มาก Accelerometer
สำหรับ Accelerometer ที่แอปเปิ้ลใส่มาให้ในรุ่นนี้ทำให้เราสามารถการพลิกหน้าจอแนวนอนก็จะเข้าสู่ CoverFlow ได้ทันที การเรนเดอร์ภาพปกเพลงของ iPod nano 4G เท่าที่ทดสอบทำได้เร็วกว่าใน iPod nano 3G คือไม่ว่าจะเลื่อนซ้ายขวาเร็วแค่ไหนภาพปกเพลงก็ขึ้นมาในทันที ไม่ต้องรอคำนวณเหมือน iPod nano 3G Music ในส่วนของ Music เมนูต่าง ๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักข้อดีจากรุ่นที่แล้วถูกยกมาใส่เกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการพรีวิวรูปปกอัลบัมเมื่อเลือกเข้าเมนู Album ในส่วนของ Playlists ถูกปรับปรุงใหม่ให้แสดงผลไอคอนทำจะทำให้เรารู้ว่า Playlist นั้น ๆ เป็น Playlist ที่เราสร้างเอง (ไอคอนสีฟ้า) หรือเป็น Smart Playlist (ไอคอนสีม่วง) และ Genius Playlist (ไอคอน) แต่ที่หายไปก็คือการจำนวนเพลงในแต่ละ Playlist ที่ถูกตัดออกไป
หน้าจอหลักขณะฟังเพลงในส่วนนี้ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยเมื่อเรากดเล่นเพลงแล้วหน้าปกอัลบัมจะถูกแสดงผลเป็นรูปขนาดใหญ่เกือบเต็มหน้าจอ โดยด้านล่างสุดจะถูกเว้นไว้สำหรับการแสดงผลของชื่อเพลง, ชื่ออัลบัม และแถบแสดงสถานะของเพลง ซึ่งเราสามารถกดปุ่มตรงกลางของ Clickwheel เพื่อเลื่อนไปดูสถานะต่าง ๆ ได้รวมถึงการดูเนื้อเพลงที่คราวนี้ทำแตกต่างออกไปเล็กน้อยกลายเป็นตัวอักษรสีขาวบนพื้นดำแทน Shake (ดูวิดีโอท้ายเรื่องประกอบ) การเขย่าตัวเครื่องเพื่อเปลี่ยนเพลงในแบบ Shuffle ก็เป็นผลพลอยได้จาก Accelerometer ที่แอปเปิ้ลใส่มาให้ การใช้งานในส่วนนี้ทำได้ดีมากทีเดียว โดยเราจับตัวเครื่องเขย่าติดต่อกัน 2 ครั้ง ซึ่งตัวเครื่องจะใช้เวลาคำนวณประมาณ 1 วินาทีก็จะเปลี่ยนเข้าสู่โหลด Shuffle ทันที โดยการเขย่านั้นเราสามารถเขย่าแม้ไม่ได้เปิดเพลงฟังอยู่ก็ตาม และแม้จะอยู่ที่หน้าจอเมนูหลักเราก็สามารถเขย่าตัวเครื่องเพื่อเข้าสู่การฟังเพลงแบบ Shuffle ได้ทันที สำหรับการเขย่านี้ถ้าใช้งานแล้วไม่ชอบเราสามารถเข้าไปปิดการใช้งานได้จาก Settings สำหรับคนที่กลัวว่าเปิดฟังก์ชั่นเขย่าแล้ว เวลาว่ิงออกกำลังกายแล้วเพลงจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นั้น ในเรื่องนี้เท่าที่ทดสอบด้วยการเปิดเล่นเพลงแล้วเขย่าเครื่องแบบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ แทนการสั่นสะเทือนเวลาเราว่ิงออกกำลังกายพบว่าตัวเซนเซอร์จะไม่จับการสั่นสะเทือนที่มีความต่อเนื่องติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะมีบ้างที่บางจังหวะเป็นการสั่นแบบ 2 ครั้งติดแล้วเครื่องอาจจะเปลี่ยนเพลงไปเองแต่เท่าที่เขย่าต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ก็พบไม่บ่อยนัก Genius Playlist สำหรับการใช้งาน Genius Playlist ก็สามารถสุ่มเพลงขึ้นมาได้ดี ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลต่าง ๆ ที่เราใส่ลงไปในแต่ละเพลงด้วยทั้งชื่อเพลง, ชื่ออัลบัม, ชื่อศิลปิน ฯลฯ ย่ิงใส่ข้อมูลครบถ้วนเท่าไหร่ Genius Playlist ก็จะสร้างขึ้นมาได้ตรงใจเรามากที่สุด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ Genius Playlist ยังไม่สามารถใช้งานกับเพลงไทยได้ สำหรับบุคลิกเสียงของ iPod nano 4G ถือว่าพัฒนามาจากรุ่นก่อนหน้านี้มากทีเดียว ความรู้สึกที่ได้ยินเสียงแตกต่างไปจาก iPod nano 3G มาก ลักษณะเสียงจะโปร่งและใสกว่า และยังคงมีเสียงต่ำที่ทำออกมาได้ดี โดยรวมถือว่าเป็น iPod nano ที่มีเสียงดีที่สุดเลยก็ว่าได้ Video
ซ้าย : เปิดวิดีโอแบบ Fit on screen (On) / ขวา : เปิดวิดีโอแบบ Fit on screen (Off)
ในส่วนของวิดีโอก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้านี้ โดยการดูวิดีโอใน iPod nano 4G จะดูได้เฉพาะแนวนอนเท่านั้น ซึ่งเมื่อกดเลือกที่ไฟล์วิดีโอแล้วตัวเครื่องก็จะเล่นวิดีโอในนอนแนวให้ทันที ส่วนที่จะพลิกหรือตะแขงกลับด้านเพื่อเปลี่ยนข้างนั้น ตัวเซนเซอร์ก็ทำงานได้รวดเร็วพอที่จะพลิกหน้าจอให้ในทันทีเช่นกัน สำหรับสีสรรของหน้าจอ iPod nano 4G เมื่อเทียบกับ nano 3G แล้วจะเห็นว่าสี,แสงของ nano 4G จะหมองกว่าเล็กน้อย คือไม่ขาวจั๊วแต่จะติดอมเหลืองนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเพราะด้วยขนาดหน้าจอเพียง 2 น้ิวในการใช้ในชีวิตประจำวันเราก็คงไม่มาเพ่งพินิจอะไรนัก Photo

สำหรับในส่วนของ Photo แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจะมีการแต่การชมรูปภาพได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยตัวเซนเซอร์ก็ตอบสนองได้ว่องไวดีพอตัว Settings

ในส่วนของการตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ เมนูการใช้งานก็เหมือน ๆ กับ iPod รุ่นอื่น ซึ่งจะมีเพิ่มเมนูใหม่เข้ามาเช่นขนาดของตัวอักษรที่มีให้เลือกแบบ Standard และ Large , การเล่นเพลงแบบต่อเนื่อง Audio Crossfade ก็เพิ่งมีในรุ่นนี้ โดยการทำงานจะเป็นการลดระดับเสียงเพลงที่เราฟังอยู่เมื่อใกล้จบเพลงและจะมีเสียงเพลงในลำดับต่อไปเร่ิมดังขึ้นมาต่อเนื่องกับเพลงกันไปเลยทำให้การฟังเพลงไม่มีสะดุดช่วงเปลี่ยนเพลง Nike+iPod
สำหรับเมนู Nike+ มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตาให้ดูทันสมัยขึ้น โดยเมื่อเราเสียบต่อรับสัญญาณเข้าไปก็จะมีเมนู Nike+ ปรากฏขึ้นทันที การใช้งานโดยรวมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม Voice Memo
หน้าจอขณะบันทึกเสียง
รูปแบบไฟล์เสียงที่บันทึกได้
ไม่สามารถใช้งานกับ iPhone Headset ยี่ห้ออื่นได้
สำหรับเมนูนี้เราสามารถใช้งานร่วมกับตัวต่อไมโครโฟนภายนอกสำหรับ iPod ได้เหมือนเดิม แต่ที่พิเศษกว่าก็คือสามารถใช้งานร่วมกับหูฟัง Apple Earphones with Remote And Mic รุ่นใหม่เพื่ออัดเสียงได้เช่นกัน ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้เราได้ลองใช้ Headset ของ iPhone ที่มีไมโครโฟนติดมาด้วยมาร่วมทดสอบ ซึ่งสามารถใช้บันทึกเสียงได้เช่นกัน สำหรับไฟล์ที่บันทึกเสียงด้วยไมโครโฟนที่ Headset จะได้เป็นไฟล์ Apple Lossless audio file (m4a) แบบโมโน แต่ที่น่าแปลกใจคือเรานำ Headset สำหรับ iPhone ยี่ห้ออื่นมาลองเสียบเพื่อบันทึกเสียงจะไม่สามารถใช้งานได้ โดยหน้าจอจะขึ้นข้อความมาเลยว่าไม่สามารถใช้หูฟังอันนี้บันทึกเสียงได้

เมนูการบันทึกเสียงที่แอปเปิ้ลเตรียมมาให้ก็ทำได้ดีมาก โดยเมื่อเราบันทึกเสียงอยู่จะสามารถกดแบ่ง Chapter ได้ทันทีขณะบันทึกเสียง ซึ่งเมื่อเราบันทึกเสียงเสร็จจะสามารถใส่ข้อมูลได้ว่าที่เราเพิ่งบันทึกเสร็จไปเป็นการบันทึกเสียงเพื่ออะไรทั้ง Podcast, Interview, Lecture, Idea, Meeting และ Memo โดยความยาวในการบันทึกเสียงแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ในเครื่องว่ามีมากน้อยเพียงใด สำหรับข้อเสียงของการบันทึกเสียงด้วย Belkin TuneTalk Stereo คือไม่สามารถเลือกคุณภาพของการบันทึกเสียงได้ ซึ่งเมื่อต่อเข้าไปแล้วจะเข้าไปหน้าเมนูการบันทึกที่ไม่มีให้เลือกว่าจะบันทึกเสียงแบบ Mono Quality หรือ Stereo Quality

iPod nano 4G + Apple iPhone Headset สามารถใช้บันทึกเสียงได้

สำหรับเสียงที่บันทึกจากหูฟังของ iPhone ที่มีไมโครโฟนขนาดเล็กติดมาด้วยนั้น ถ้าไม่ผิดพลาดอะไรตัวไมโครโฟนของ iPhone และของ Apple Earphones with Remote And Mic น่าจะเป็นตัวเดียวกัน ซึ่งเรานำมาเปรียบเทียบการรับเสียงกับอุปกรณ์เสริมสำหรับบันทึกเสียง Belkin TuneTalk Stereo ที่เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับอัดเสียงที่ดีที่สุดในยุคนี้ โดยได้ผลทดสอบการบันทึกเสียงด้วย Headphone ของ iPhone ค่อนข้างเสียงเบาแต่ก็ไม่ถึงกับแย่นัก เพราะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการบันทึกเสียงด้วย Belkin TuneTalk Stereo (ตั้งค่า Mono) ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหรนัก ตัวอย่างเสียง (แปลงเป็น mp3 แบบโมโนแล้ว) Extras (Games)

สำหรับเกมที่แถมมาให้มีทั้งหมด 3 เกมด้วยกันคือ Klondike, Maze และ Vortex โดยเกมที่นำประโยชน์ของ Accelerometer มาใช้ก็คือ Maze ที่เป็นเกมกลิ้งลูกเหล็กไปมาตามทาง หลังจากได้ลองเล่นแล้วก็สนุกดี แต่ภาพในเกมดูจะหน่วง ๆ ไม่ลื่นไหลเท่าไหร่ สำหรับเกมที่ซื้อมาจาก iTunes Store สามารถนำมาเล่นบน iPod nano 4G ได้ แต่ตัวเกมจะถูกแสดงผลในแนวนอนทำให้ต่ำแหน่งปุ่มบน Clickwheel เปลี่ยนไป ซึ่งในเรื่องนี้จะมีบอกก่อนเข้าเกมทุกเกม และเมื่อต่ำแหน่ง Clickwheel ถูกเปลี่ยนไปวางไว้ด้านข้างแทนแบบนี้ทำให้การเล่นบางเกมที่ซื้อมาอย่าง Phase ก็ลดความสนุกลงไปด้วย เพราะจากที่เคยใช้ 2 มือช่วยกันกดปุ่ม กลายเป็นว่าเหลือมือเดียวที่ใช้งานการเล่นเกม การโอนถ่ายข้อมูล สำหรับการโอนถ่ายข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการใส่เพลงผ่านทาง iTunes หรือโอนไฟล์ขนาดใหญ่เพื่อมาเก็บก็มีความเร็วในการโอนไฟล์ไม่ต่างจาก iPod nano 3G เท่าไหร่นักความรวดเร็วในการโอนไฟล์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากเหมือนเดิม โดยผลทดสอบออกมาตามนี้ โอนเพลงผ่าน iTunes ทั้งหมด 200 เพลง (983.4 MB) พร้อมกันในครั้งเดียว
  • iPod nano 4G เฉลี่ย 1.46 นาที
  • iPod nano 3G เฉลี่ย 1.45 นาที
โอนภาพยนตร์ผ่าน iTunes รวมทั้งหมด 20 ตอน ขนาด 3.84GB (เฉลี่ยตอนละ 190 MB) พร้อมกันในครั้งเดียว
  • iPod nano 4G เฉลี่ย 5.49 นาที
  • iPod nano 3G เฉลี่ย 5.50 นาที
โอนไฟล์ zip ขนาด 6.68 GB
  • iPod nano 4G เฉลี่ย 9.45 นาที
  • iPod nano 3G เฉลี่ย 10.00 นาที
โอนไฟล์ zip ขนาด 3.93 GB
  • iPod nano 4G เฉลี่ย 5.44 นาที
  • iPod nano 3G เฉลี่ย 5.54 นาที
เครื่องที่ใช้งานทดสอบ : Macbook 2.1 (early 2007) , ram 2GB, H/D 120GB 5,400 rpm, Mac OS X 10.5.5, iTunes 8, iPod nano 3G 8GB fw 1.3.1 และ iPod nano 4G 8GB fw 1.0.2 การแสดงผลภาษาไทย

ในที่สุด iPod (Clickwheel) ก็รองรับการแสดงผลภาษาไทยแบบไม่ต้องมาแฮกค์เองเสียที หลังจากที่รอคอยกันมานานแสนนานแอปเปิ้ลก็ได้ใส่ฟังก์ชั่นนี้แล้ว โดยรวมสำหรับการแสดงผลภาษาไทยทำได้ดีแค่เกือบเสมอตัว คือแสดงผลตัวอักษรไทยได้แต่ไม่สมบูรณ์นัก ที่ไม่สมบูรณ์ก็คือการแสดงผลชื่อศิลปินภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่อยู่ในบรรทัดเดียวกันจะเห็นได้ว่าตัวอักษรภาษาไทยจะเลื่อมลงมาด้านล่างต่ำกว่าภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นในหน้าจอเวลาเล่นเพลงถ้าชื่อศิลปินเป็นภาษาไทยบรรทัดของตัวอักษรก็เหลื่อมลงไปด้านล่างทำให้แสดงผลตัวอักษรได้ไม่ครบถ้วน นอกจากนี้เวลาปรับขนาดตัวอักษรให้เป็น Large ตัวอักษรภาษาอังกฤษใหญ่ขึ้น แต่ตัวอักษรภาษาไทยยังมีขนาดเท่าเดิมไม่ได้ถูกปรับขนาดให้ใหญ่ตามไปด้วย ส่วนการตัดคำภาษาไทยทำไม่ได้เลย เพราะเนื้อเพลงเดียวกันสามารถแสดงผลได้ดีตัดคำได้ถูกต้องบน iPhone แต่บน iPod nano 4G ไม่สามารถตัดคำได้

สรุปในการทดสอบ iPod nano 4G ครั้งนี้ถือว่าเป็นการทดสอบ iPod clickwheel ที่สนุกที่สุดในรอบ 2 ปีเหมือนกับความเป็นไอพอดได้กลับมาแล้วหลังจากที่แอปเปิ้ลทำซอฟท์แวร์ได้ไม่ดีกับ iPod nano 3G เท่าไหร่นัก กลับมารอบนี้ทุกอย่างดีขึ้นกว่าเดิมการทำงานรวดเร็วไม่หน่วงไม่อืดแล้ว ข้อเสียอย่างนึงทีส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบคือตำแหน่งและขนาดของ Clickwheel ที่ทั้งเล็กและมีเอียงสโลบซ้าย-ขวาทำให้การหมุนวงกลมตามธรรมชาติของนิ้วไม่สามารถทำได้กลายเป็นว่าหมุนไปประมาณครึ่งวงกลมน้ิวก็จะเร่ิมหลุดวงของ Clickwheel ไปแล้ว ทางแก้ก็คือเลื่อนตำแแหน่งของมือลงมาจับตัวไอพอดแบบปลาย ๆ ก็ช่วยให้เราหมุน Clickwheel ได้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยถนัดมือเท่าไหร่นัก ส่วนเรื่องภาษาไทยถึงแม้จะแสดงผลได้ไม่ดีนักแต่ก็ถือว่ามีดีกว่าไม่มี ก็หวังว่าในอนาคตจะมีการแก้ไขปรับปรุงในเรื่องนี้ จุดสังเกต
  • การทำงานโดยรวมเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า
  • เสียงดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้
  • รองรับการใช้งานรีโมทที่หูฟัง สะดวกในการใช้งาน
  • การพลิกหน้าจอแนวนอนเพื่อใช้งานทำได้รวดเร็วทันใจ
  • สามารถใช้ไมโครโฟนที่หูฟังมาบันทึกเสียงได้ แต่เสียงไม่ค่อยดีนัก
  • การเขย่าเพื่อเปลี่ยนเพลงตัวเซนเซอร์ค่อนข้างดีมาก
  • แสดงผลภาษาไทยได้เลยทันที
  • หมุน Clickwheel ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ถ้ามือและนิ้วใหญ่
ราคา
  • รุ่น 8 GB : 6,290 บาท
  • รุ่น 16 GB : 8,290 บาท
เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบ iBeat by True Life สยามสแควร์ ซ. 3 (ด้านหลังโรงภาพยนตร์ลิโด้) VDO Review : iPod nano 4G VDO Review : Spoken Menu เปรียบเทียบหน้าจอ iPod nano 4G VS iPod nano 3G ..

แอปเปิ้ลทำ iPod nano 4G ความจุ 4 GB มาด้วยแต่ไม่ออกขายเป็นทางการ

สำหรับเรื่อง iPod nano 4G ความจุ 4GB มีข่าววงในออกมาเป็นระยะในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าทำออกมาจริง แต่ไม่เปรี้ยงปร้างอะไรนักและเพิ่งจะมาเป็นข่าวในตอนนี้เพราะมีรูปออกมายืนยันว่าแอปเปิ้ลทำออกมาจริง ๆ และวางจำหน่ายอยู่ในร้านค้าประเทศเยอรมันและเว็บไซท์ amazon.de โดยมีราคาขายที่ 129 ยูโร (ประมาณ 6,250 บาท ) มีให้เลือกครบทั้ง 9 สี ..

ภาพ iPod nano 4G

เที่ยงวันนี้ได้ไปทดลองใช้งาน iPod nano 4G อยู่พักใหญ่ เลยนำรูปมาฝากกันด้วย สีสรรตัวเครื่องกลายเป็นว่าสีม่วงก็เด่นไม่ใช่น้อยทำให้สีน้ำเงินที่มีสีใกล้เคียงกันดูหมอง ๆ ไปถนัดตา ส่วนสีเหลืองก็จะออกมาเป็นเหลืองเปลือกมะนาวไม่ใช่เหลืองสด ส่วนเขียวอันนี้เขียวมะนาวได้ใจดีครับ สีส้มก็ังเป็นเชดเดียวกับ iPod shuffle ในคราวก่อนแต่ดูจะสว่างกว่านิดหน่อย สำหรับการใช้งาน iPod nano 4G ส่วนตัวต้องบอกว่าเป็น ไอพอดที่ได้ความรู้สึกของไอพอดกลับมาจริง ๆ สักที คือเมนูการใช้งานต่าง ๆ ไม่หน่วงเหมือนรุ่นที่ผ่านมาแถมเพิ่มเติมด้วยลูกเล่นแพรวพราว ไม่ว่าจะเป็นการพลิกหน้าจออัตโนมัติที่ไม่มีอาการหน่วงให้เห็น หรือการเขย่าเพื่อเปลี่ยนเพลงเท่าที่ได้ทดลองใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำได้น่าประทับใจ สุดท้ายคือการแสดงผลภาษาไทยที่ผมว่าฟอนต์ Thonburi แสดงผลได้สวยงามกว่าที่เห็นกันบน iPhone เสียอีก จะติดก็แค่ตัวหนังสือดูจะเล็กไปสักหน่อยก็เท่านั้น ยังไงรออ่านรีวิวเต็ม ๆ ได้ในเร็ว ๆ นี้ ..